knowledgeeartraining

มาฝึกหูกันดีกว่า EP 1

ในตอนแรกนี้ ผมอยากจะมาแรกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการฟังของคนเรากันก่อน สิ่งที่ผมเขียนจะมาจากสิ่งที่ผมเข้าใจจากการหาข้อมูลเองบ้าง ประสบการณ์บ้าง ก็ผิดถูก เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ลองแสดงความเห็นมาคุยกันได้ครับ ถ้าใครมีแหล่งอ้างอิงหรืองานวิจัยมาแบ่งปันกันด้วยก็ยิ่งดีครับ

ความสามารถในการฟังเสียง

  1. ความสามารถในการได้ยินตามความถี่

ทุกคนคงได้ยินกันมาแล้วว่า หูของคนเราเนี่ยสามารถได้ยินช่วงความถี่ตั้งแต่ 20 - 20000 Hz แต่ก็จะเสื่อมสภาพไปตามวัย ตอนเด็ก ๆ อาจจะได้ยินเสียงถึง 20000 Hz เมื่อโตเป็นวัยรุ่นก็เริ่มตกเหลือ 18000 Hz พอช่วง 30-40 ก็เหลือ 16000 Hz เป็นต้น ในช่วงความถี่ต่ำก็เช่นเดียวกัน อยากผมเองอายุประมาณ 30 กลาง ๆ ได้ยินเสียงเบสต่ำสุดประมาณ 40 Hz ต่ำกว่านี้ก็ไม่ได้ยินแล้ว

แต่สิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นมันเป็นเพียงการได้ยินจากสัญญาณ ซายเวฟ (sine wave) เท่านั้น มันยังไม่ใช่สิ่งที่คุณสัมพัสได้จากการฟังจริง ๆ อย่างเช่นความถี่ย่าน 18000 Hz ขึ้นไป ถึงคุณจะไม่ได้ยินมัน แต่ถ้าคุณลดมันลงไปซัก 12db ขณะเปิดเพลงอยู่ คุณอาจจะรู้สึกว่าเพลงมันทึบลง หรือถ้าเพิ่มมันขึ้นไปก็อาจจะได้ยินเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ มากขึ้น

ส่วนของเบสก็เช่นกันคุณอาจจะไม่ได้ยินเสียง 30Hz แต่ถ้าคุณเปิดเสียงนี้ให้ดังขึ้นคุณก็จะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน ยิ่งลำโพงใหญ่ก็จะยิ่งรู้สึกได้มากขึ้น

  1. การได้ยินตามความถี่แต่ละความถี่นั้นไม่เท่ากัน

เรื่องนี้อาจจะเป็นสิ่งที่คุณเคยได้ยินมาก่อนแล้ว หรืออาจจะรู้สึกได้จากประสมการณ์

คือหูของคนได้ยิน “ความดัง” ของแต่ละ “ความถี่” ไม่เท่ากัน

มีการรวบรวมงานวิจัย จัดเป็นมาตรฐานชื่อว่า ISO 226 ชื่อว่า Normal Equal-Loudness-Level Contours ซึ่งได้กำหนดความดังในแต่ละความถี่ที่คนจะรู้สึกว่าดังเท่ากันเอาไว้ เรียกว่า equal-loudness-level contours (ELLCs) มีหน่วยวัดเป็น phons ซึ่ง x phons คือความดังเทียบเท่าความดังของ 1k Hz ที่ x dB

เช่น ดูที่เส้น 60 phons ตัดความความดัง 75dB ที่ 125 Hz ก็แปรว่าคนเราจะรู้สึกว่ามันจะดังพอ ๆ กับ 1000 kHz ที่ 60dB

อ้างอิง ISO 226:2023 หรือ ISO 226:2003

  1. ความสามารถในการรับรู้ความถี่เสียง

โดยหลัก ๆ แล้ว คนเราจะมีความสามารถในการรับรู้ความถี่อยู่ 2 แบบคือ

  1. Perfect pitch คนที่มีความสามารถนี้ คือจะเป็นคนที่ฟังตัวโน้ตแล้ว สามารถรับรู้ได้เลยว่าเป็นโน้ตอะไร ถ้าศึกษาเรื่องความถี่มาด้วย เขาก็อาจจะบอกเลขความถี่ได้ใกล้เคียงมาก ๆ

ความสามารถนี้เป็นความสามารถที่ฝึกได้ แต่จะต้องฝึกแต่เด็ก ถ้าผ่านอายุช่วงนึงไปแล้ว (เข้าใจว่าน่าจะประมาณ 5 ขวบ ผมไม่แน่ใจ) ก็จะไม่สามารถฝึกได้อีก

แต่ก็มีงานวิจัยบางตัวที่บอกว่าผู้ใหญ่ก็ยังสามารถฝึกได้อยู่ แต่อันนี้ก็แล้วแต่ความสนใจครับ ใครสนใจก็ลองหาอ่านกันดู

  1. Relative pitch คือความสามารถที่บอกได้ว่าโน้ตสองตัวห่างกันเท่าไหร่ เช่นเล่นโน้ต C และตัว A คนที่มีความสามารถนี้ก็จะสามารถบอกได้ว่าทั้งสองโน้ตห่างกัน 9 เซมิโทน หรือเล่น Bb กับ E ห่างกัน 6 เซมิโทนเป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงความสามารถในการบอกชนิดคอร์ดด้วยเช่น major minor dim aug 7

ซึ่งข่าวดีคือความสามารถนี้ทุกคนสามารถฝึกได้ (ซึ่กบางคนก็ต้องขยันและใช้ความพยายามหน่อย)

บางคนอาจจะฝึกจำเสียงโน้ตไว้เสียงนึง โดยอาจจะใช้การสั่นพ้องกับร่างกาย ส่วนใหญ่จะนิยมจำเสียงโน้ต C ต่ำ หรือ A ซึ่งเสียง A นี่จะง่ายหน่อยเพราะเป็นโน้ตที่จะต้องเปิดช่องคอพอดี (สำหรับผู้ชายนะ ไม่รู้ว่าผู้หญิงจะเหมือนกันหรือเปล่า) พอจำเสียงโน้ต C หรือ A ได้แล้วก็เอาไปหา pitch ของเสียงอื่นต่อ

  1. ความสามารถในการรับรู้ความถี่เสียงสำหรับจูนเสียง ซึ่งที่กล่าวมาในข้อ 3 ก็จะเป็นสกิลของนักร้องนักดนตรี ซึ่งสำหรับคนจูนลำโพงอาจจะไม่จำเป็นต้องมีความสามารถขนาดนั้นก็ได้ แต่มีวามสามารถในการฟังเสียงระดับ sound engineer ก็พอ (โหดกว่าไหมเนี่ย) ซึ่งวิธีการฝึกผมจะมาบอกต่อใน EP 2

  1. หูคนสามารถปรับตัวได้

มันมีเรื่องเล่าของนักเล่นเครื่องเสียงคนหนึ่ง เขาได้ไปลองฟังลำโพงฮอร์นเป็นครั้งแรก ซึ่งก็เป็นชุดเครื่องเสียงระดับ audiophile มีราคาไม่น้อย เพลงที่ฟังก็เป็นเพลงเดิม ๆ อัลบั้มที่เขาฟังประจำนั่นแหละ ปรากฎว่าเสียงที่เขาได้ยินในช่วงแรกไม่เป็นที่ประทับใจ แต่เมื่อนั่งฟังไปซักพัก 20 นาที ครึ่งชั่วโมง เสียงที่เขาได้ยินเป็นปกติก็เริ่มกลับมาและเริ่มชอบเสียงชุดลำโพงนี้ (ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับชุดลำโพงในเรื่องนี้แต่อย่างไร แต่ฮอร์นก็หน้าตาประมาณนี้แหละสำหรับคนยังไม่เคยเห็น)

บางคนอาจจะมีประสบการณ์ไปซื้อของที่บ้านหมอแล้วเจอร้านเบสหนัก ๆ ขนาดสังกะสีสะเทือน และรู้สึกว่าเบสนี้มันฟังไม่ได้เลย ส่วนในทางกลับกัน คนที่ฟังเบสเยอะ ๆ ไปเจอเครื่องเสียงที่การตอบสนองเรียบ ๆ ก็จะรู้สึกลอย ๆ ไม่อิ่มไม่แน่นอย่างที่ฟังประจำ

ปรากฏการนี้ยังรวมถึงเวลาซื้อหูฟังคู่ใหม่มา แล้วฟังตอนแรก ๆ อาจจะรู้สึกไม่เพราะ แต่พอฟังไปนาน ๆ วันสองวัน ก็รู้สึกว่าเสียงหูฟังนี้ดีขึ้น ซึ่งมันคือสิ่งที่เข้าใจกันว่าเป็นการเบิร์นหูฟังนั่นแหละ มีการทดลองและวัดหลายที่แล้วว่าการเบิร์นหูฟังนั้นไม่ทำให้หูฟังเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด สิ่งที่ถูกเบิร์นจริง ๆ คือหูของคนฟังนี้แหละ

จากเหตุการณ์ข้างต้นจะเห็นว่าหูเรามันสามารถปรับตามสภาพแวดล้อมได้ เมื่อคุณอยู่ในสภาพแวดล้อมใดนาน ๆ หูของคุณก็จะปรับตัวเข้ากับมัน มีความสามารถได้ยินในสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ได้ดีขึ้น

ซึ่งก็เป็นคำเติอนนึงคือเมื่อคุณได้ยินเสียงเครื่องเสียงแพง ๆ แล้วคุณก็จะพังเครื่องถูก ๆ ไม่ได้อีกต่อไป หรือกรณีนี้เมื่อคุณฝึกหูแล้วคุณก็จะฟังลำโพงแล้วรู้ได้ทันทีว่าเสียงส่วนไหนไม่ดี (หรือจริง ๆ ก็แค่ต่างจากลำโพงที่คุณฟังประจำตรงไหนนั่นแหละ)

  1. ปรากฏการยาหลอก Placebo Effect คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องยาหลอกมาก่อน เช่นคนป่วยคนหนึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้วไปหาหมอ หมอจ่ายยาตัวหนึ่งให้ (ซึ่งจริงๆ ไม่มีผลต่อโรคนั้นหลอกนะ) แล้วปรากฎว่าอาการคนไข้ดีขึ้น และยิ้งถ้าบอกว่าเป็นยาพิเศษราคาแพงมาก คนไขยิ่งมีอาการที่ดีขึ้น

ในวงการเครื่องเสียงก็มีปรากฏการยาหลอกแบบนี้เช่นกัน สมมติว่าคุณมีการซื้ออุปกรณ์อะไรบางอย่างเพิ่มเข้าไปในระบบเครื่องเสียงของคุณ แล้วคุณพยายามฟังว่าเสียงของระบบนั้นต่างไปจากเดิมอย่างไร ในจังหวะที่คุณฟังอยู่นั้น คุณก็จะเพ่งสามาธิไปที่เสียงเพลง ทำให้ได้ยินอะไรมากขึ้น ประกอบกับสิ่งที่คุณรู้คือคุณได้เพิ่มอุปกรณ์ตัวหนึ่งซึ่งคุณอุตสาซื้อมาเข้าไป ทำให้อาจจะเกิดการคิดไปเองได้ว่าเสียงของระบบของคุณนั้นดีขึ้น

สิ่งนี้อาจจะแก้ได้ด้วยการฟังระบบเก่าและระบบใหม่สลับ ๆ กันไป ยาหลอกก็จะมีผลน้อยลง

สำหรับผมถ้าอยากจะรู้จริง ๆ ว่าสิ่งเพิ่มเข้าไปในระบบนั้นทำให้เสียงดีขึ้นจริงไหม ให้ใช้วิธีการวัดทางวิทยาศาสตร์จะดีที่สุด

  1. แล้วลำโพงควรจะจูนให้มีเสียงอย่างไร คำตอบสุดท้าย อาจจะต้องตอบว่า “แล้วแต่คุณชอบ” แต่เอาหละในเมื่อนี่เป็นบทความของผม ผมขอเสนอแบบที่ผมชอบละกัน : D

สำหรับผมแล้วเสียงลำโพงที่ดีควรเป็นดังรูป คือเรียบที่สุดตลอดตั้งแต่ 20 - 20k Hz (แล้วก็ distortion น้อย ๆ off-axis ดี ๆ ไม่มีสะสมพลังงาน บลาๆๆ เอาเถอะไว้วันอื่น)

เพราะว่า…

  1. เหตุผล
  • กราฟเรียบ ๆ ปรับ tone ได้ง่ายกว่า tone ที่ว่าคือวอลลุ่ม bass treble บนแอมนั่นแหละ ใครชอบแบบไหนก็ไปปรับเอาเอง
  • ซาวด์ เอนจิเนียร์ (sound engineer) ที่ทำเพลงมา เขาปรับระดับเครื่องดนตรีมาให้อยู่แล้ว ในภาพเป็น spectrum analyzer 1 นาทีแรกของเพลง เสียงขลุ่ยเรียกนาย และ Somewhere, Somebody ซึ่งจะเห็นว่าบริมาณย่านเบสก็จะสูงแล้วก็จะต่ำลงมาเรื่อย ๆ ตามความถี่ที่เพิ่มขึ้น ถ้าย้อนกลับไปดูรูปที่ 2 ก็จะเห็นว่ามันสอดคล้องกัน คนเรามีความสามารถในยินเสียงช่วงเบสได้แย่กว่ามิดและไฮ ทำให้ซาวด์เอนจะต้องปรับเสียงต่าง ๆ ให้เหมาะสม ซึ่งก็จะใช้โปรแกรมช่วย เช่น หน่วย LUFS (Loudness units relative to full scale) ซึ่งช่วยให้ซาวด์เอนสามารถรู้ได้ว่าคนฟังจะได้ยินเสียงที่ความถี่นั้น ๆ ดังเท่าไหร่

  1. ตอนต่อไป EP ต่อไปเดี๋ยวจะมาแจกวิธีการฝึกฟังเสียง ตามรูปที่ 4 ใครอยากลองให้เตรียมหูฟังไว้ หรือใครมีลำโพง monitor ยิ่งดี